ปรับเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองง่ายๆ

(1/1)

admin(pentor):
บทความตอนยาวเรื่องปรับเสียงกีต้าร์ด้วยตัวเองผู้เขียนขออธิบายให้เข้าใจก่อนว่าบทความนี้มิใช่บทความที่มาสอนการเล่นกีต้าร์หรือลูกเทคนิคแต่อย่างไร ผู้เขียนจะนำเสนอมุมมองและแนวทางในการปรับเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าในมุมมองของซาวเอ็นจิเนียร์เป็นหลัก ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะให้ผู้อ่านเกิดมุมมองในอีกมิติหนึ่งทั้งผู้ที่เล่นกีต้าร์ไฟฟ้าเองอยู่แล้วไปจนถึงซาวด์เอ็นจิเนียร์ทั่วๆไป    

 
       ขอเกริ่นเล็กน้อยว่าการปรับเสียงที่ว่านี้มิใช่การปรับแต่งที่ตัวกีต้าร์ไฟฟ้า เช่น การปรับแต่งคอ ปรับแต่งส่วนต่างๆของกีต้าร์ไฟฟ้า แต่เป็นการปรับแต่งเสียงที่ดังออกมาจากตู้แอมป์กีต้าร์ การปรับแต่งเอฟเฟคจากเครื่องเอฟเฟคต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้กีต้าร์ไฟฟ้าได้เข้าใจวิธีการปรับ วิธีการคิดเพื่อสร้างเสียงของตัวเองซึ่งการสร้างสำเนียงเสียงของตัวเองถือเป็นเรื่องสำคัญพอๆกับการฝึกทักษะในการเล่น โดยทั่วๆไปยังมีจุดอ่อนในเรื่องของการสร้างสำเนียงเสียงของตัวเองอยู่มาก ในต่างประเทศมือกีต้าร์มักจะค้นหาสำเนียงเสียงกีต้าร์ของตัวเองควบคู่ไปกับการเล่นกีต้าร์อยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นผู้เขียนจึงมีแนวคิดที่อยากจะนำเสนอบทความในลักษณะนี้เพื่อเปิดมุมมองและมิติการคิดให้กับมือกีต้าร์และผู้สนใจทั่วไปนำเอาไปประยุกต์ใช้งานเพราะว่าผู้เขียนอยากให้มือกีต้าร์ในบ้านเรามีฝีมือทั้งทักษะและค้นหาสำเนียงเสียงของตัวเองเพื่อเป็นเอกลักษณ์ประจำ เช่น เมื่อได้ยินเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าแบบนี้ต้องนึกออกทันทีว่าเป็นใครเล่น หรือไม่ว่ามือกีต้าร์คนนี้จะไปเล่นที่ไหนด้วยเครื่องอะไรก็ตาม สำเนียงเสียงก็ยังคงเป็นโทนเสียงของมือกีต้าร์ผู้นี้อยู่เช่นเดิม นี่ล่ะที่เรียกได้ว่า การเล่นกีต้าร์อย่างสมบูรณ์จริงๆ ไม่ใช่ว่าขาดเอฟเฟคประจำตัว ลืมเอาไปหรือเสีย ก็ทำให้ขาดความมั่นใจในการเล่น หากเป็นเช่นนี้ต้องพิจารณาตัวเองบ้างพอสมควร
ผู้เขียนขอออกตัวก่อนว่าผู้เขียนมิใช่ผู้ที่เล่นกีต้าร์ระดับมืออาชีพหรือมีฝีมือระดับบนๆแต่อย่างไร ผู้เขียนมีประสบการณ์ในห้องบันทึกเสียงมานานและปรับเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าให้กับมือกีต้าร์มามากมายในห้องบันทึกเสียงและบนเวที อย่างเช่น โอ้ โอฬาร,เต้ย อินคา,หมู คาไล และมือกีต้าร์รุ่นใหม่ๆอีกมากมาย ซึ่งผู้เขียนพบว่ามือกีต้าร์ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจการปรับเสียงกีต้าร์หน้าตู้อย่างมั่นใจรวมถึงเอฟเฟคที่ตัวเองใช้งานอยู่ จึงมีแนวคิดที่อยากเผยแพร่มุมมองการปรับเสียงจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองเพื่อเผยแพร่ให้กับผู้อ่านในมุมมองของซาวเอ็นจิเนียร์
ผู้เขียนเชื่อว่าแนวทางต่างๆสามารถนำไปใช้งานได้ตั้งแต่ผู้ที่เล่นกีต้าร์ไฟฟ้าอยู่แล้วไปจนถึงผู้ที่ทำงานกับระบบเสียงไม่ว่าจะเป็นส่วนของสตูดิโอหรือPAก็ตาม ผู้เขียนเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าให้เกิดจิตวิญญาณหรือที่ฝรั่งใช้คำว่า โซล(Sould) ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับนักกีต้าร์ สำเนียงเสียงที่ตัวเองคิดค้นได้นั่นก็เปรียบเสมือน โลโก้ประจำตัวของเรานั่นเอง แล้วคุณล่ะอยากมีโลโก้ของตัวเองหรือยัง
Fill in
ทุกวันนี้กีต้าร์ไฟฟ้าราคาไม่แพงวางขายตามร้านมากมายให้เลือกซื้อหลายยี่ห้อ แต่การที่ใครจะมีกีต้าร์ไฟฟ้าดีๆไว้เล่นซักตัวนับว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะกีต้าร์ดีๆมีราคาสูงมากและให้โทนเสียงที่ดีและเล่นง่าย ส่วนกีต้าร์ที่มีราคาไม่กี่พันบาทคุณภาพเสียงและความปราณีตของงานก็สมราคาซึ่งคุณภาพเสียงรวมถึงเนื้อไม้และวัสดุที่นำมาใช้ก็ไม่ดีเท่าที่ควร จึงมีผลต่อการเล่นและโทนเสียงที่ได้ยินอีกด้วย
เมื่อมีกีต้าร์ไฟฟ้ามาใช้แล้วตัวหนึ่งไม่ว่าจะมีคุณภาพดีหรือธรรมดาก็ตามปัญหา เมื่อเริ่มต้นกับการฝึกการเล่นในรูปแบบต่างๆเพื่อให้ตัวเองเป็นมือกีต้าร์ที่ดีแล้ว ผู้เขียนขอแนะนำว่าควรฝึกการปรับเสียงไปด้วยพร้อมๆกันและพยายามค้นหาแนวสำเนียงเสียงของตัวเองควบคู่ไปด้วยก็จะยิ่งดี แต่ก็อย่างว่าการเริ่มต้นเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าใหม่ๆ การค้นหาสำเนียงเสียงของตัวเองถือเป็นเรื่องยาก มากกว่าการฝึกเล่นซะอีกเนื่องจากการฝึกเล่นนั้นจะมีมาตราฐานแบบแผนที่ถูกกำหนดมาให้ไว้แล้ว เสมือนการท่องหรือจำสูตรต่างๆ แต่การปรับหาสำเนียงเสียงที่เป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นเรื่องของความเข้าใจเรื่องเสียงบวกกับจิตนาการซึ่งตรงนี้อาจต้องใช้เวลามากและบางคนอาจไม่พบเลยตลอดชีวิตก็มีให้เห็นอยู่
การที่จะเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าอย่างไรให้ได้เสียงที่ดีได้เสียงใกล้เคียงหรือเหมือนนักดนตรีเก่งๆที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกๆคนที่เล่นกีต้าร์ไฟฟ้าต้องคิดอยู่ในใจทุกคนอยู่แล้ว สิ่งที่อยากรู้ตามมานอกจากการฝึกเล่นแล้วก็ยังอยากรู้ว่าเขามีวิธีปรับแต่งเสียงกีต้าร์อย่างไรกัน แต่งและดูแลกีต้าร์อย่างไร และส่วนต่างๆที่ประกอบเป็นกีต้าร์ขึ้นมามีความสำคัญและทำหน้าที่เพื่ออะไรและรวมถึงการเข้าใจเครื่องมือเอฟเฟคต่างๆ ซึ่งคำถามคาใจเหล่านี้ยากนักที่จะไปถามกับใครแล้วได้คำตอบที่ต้องการเท่าที่ควร และยากกว่าการไปซื้อโน๊ตแท๊ปหรือการแกะโน๊ตซะอีก
 
กีต้าร์ไฟฟ้า
(Electric Guitars)
กีต้าร์ไฟฟ้าถูกพัฒนามาจากกีต้าร์โปร่ง(acoustic guitar)ซึ่งใช้ปิ๊กอัฟ(pick up)มาติดไว้ที่ช่องรูเสียงของกีต้าร์โปร่งที่อยู่ตรงกลาง ต่อมามีการพัฒนาโครงสร้างของลักษณะกีต้าร์ใหม่และพัฒนาปิ๊กอัฟ(pick up)ให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม ซึ่งผู้ที่ทำให้กีต้าร์ไฟฟ้ามีคุณภาพที่ดีและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมากกมายในปัจจุบันได้แก่ Les Paul ผู้สร้างกีต้าร์ไฟฟ้ายี่ห้อ Gibson , Leo Fender ผู้สร้างกีต้าร์ไฟฟ้ายี่ห้อ Fender , Adolph Rickhenbacker ผู้ที่สร้างกีต้าร์ไฟฟ้ายี่ห้อ Rickhenbacker เหล่านี้เป็นต้น มาในปัจจุบันนี้มีบริษัทใหม่ๆเกิดขึ้นมามากมายแต่ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิตตามรอยผู้พัฒนากีต้าร์เหล่านี้เป็นหลัก ซึ่งรูปแบบรวมถึงส่วนต่างๆของตัวกีต้าร์ไฟฟ้าก็ยังคงลักษณะเดิมๆเอาไว้
กีต้าร์ไฟฟ้าตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันผ่านการพัฒนามาอย่างมากมาย ลักษณะโทนเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าก็มีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน ความแตกต่างที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ ลักษณะชนิดของเนื้อไม้ที่นำมาใช้งาน ชนิดของpickupก็สามารถสร้างสำเนียงเสียงที่แตกต่างได้ ลักษณะโครงสร้างของตัวกีต้าร์ไฟฟ้าเองก็ส่งผลโดยตรงต่อสำเนียงเสียง ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงผู้เล่นก็เป็นตัวแปรใหญ่ที่สุดที่มีผลต่อสำเนียงรวมทั้งหมด
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงควรมาทำความรู้จักลักษณะพื้นฐานของกีต้าร์ไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผู้เขียนหากไม่เขียนในจุดนี้บ้างก็ดูเหมือนจะข้ามขั้นตอนการนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านเกิดมิติในการมองภาพรวมของเสียงในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อแนวคิดเป็นอย่างยิ่ง
 
โซลิทบอดี้ (Solid Body)
กีต้าร์ไฟฟ้าแบบโซลิทบอดี้ (Solid Body)จะต่างกับกีต้าร์โปร่งตรงที่มีลักษณะเป็นตัวตันและมีความหนาไม่มากเมื่อเทียบกับกีต้าร์โปร่ง ซึ่งเสียงที่ได้ยินจากกีต้าร์แบบsolid-bodyนั้นจะมีความยาวของเสียง(sustain)และทนต่อการเกิดอาการย้อนกลับของเสียงหรือเสียงหอนที่เรียกว่า ฟีดแบ็ค(feedback)ได้ดีกว่ากีต้าร์โปร่ง
กีต้าร์ไฟฟ้าแบบโซลิทบอดี้ (Solid Body) ที่ดีนั้นควรจะมีโครงสร้างในการประกอบเป็นตัวกีต้าร์ด้วยไม้ไม่เกิน 3 ชิ้น และหากตัวกีต้าร์ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียวจะให้โทนเสียงดีมาก
เนื้อไม้ก็มีผลต่อคุณภาพของเสียงอย่างมากซึ่งมีเนื้อไม้อยู่หลายชนิดที่นำมาทำกีต้าร์ไฟฟ้า อย่างเช่น ash , maple , alder , mahogany , walnut , rosewood เป็นต้น ไม้แต่ละชนิดจะให้ผลตอบสนองต่อการสั่นค้าง(sustain)ของเสียงต่างกันออกไป ทั้งนี้เพราะเหตุจากโมเลกุลที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากันของเนื้อไม้แต่ละชนิดนั่นเอง ส่งผลต่อการสั่นครางของเสียงที่มีผลต่อการตอบสนองต่อย่านความถี่
ไม้ที่มีเนื้อหนาแน่นอย่างเช่น มาฮอกกานี(mahogany) หรือ เฮฟวี่แอช(heavy ash) จะให้คุณลักษณะของโทนเสียงที่เกิดการสั่นค้าง(sustain)ของเสียงที่ยาวนาน และโทนเสียงที่อิ่มและเต็ม(fuller) เมื่อเล่นในน้ำหนักที่ไม่แรงมากนัก แต่ในขณะเดียวกันหากเล่นแรงมากขึ้นเสียงที่ได้จะออกไปทางขุ่นมัว(muddiness)
ในปัจจุบันนี้ลักษณะเสียงกีต้าร์ได้เปลี่ยนไปตามยุคของเพลงจึงนิยมนำไม้เนื้ออ่อนอย่างเช่น alder , poplar , swamp ash มาทำกีต้าร์มากขึ้นเพราะให้โทนเสียงที่สว่างสดใส(clearer tone)โดยเฉพาะเมื่อเล่นน้ำหนักแรงๆ
ในส่วนลักษณะรูปร่างของตัวกีต้าร์(body)นั้นมีส่วนต่อเสียงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อไม้แล้วแต่จะมีผลต่อค่าความยาวของเสียง(sustain) ดังนั้นการเลือกลักษณะรูปร่างก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เล่นเป็นหลัก โดยยึดหลักความเหมาะสมกับสรีระของผู้เล่นจะดีที่สุดเพราะมีผลต่อเทคนิคการเล่นอย่างมาก และที่สำคัญคือแนวเพลงที่จะเล่นก็มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเช่นกัน
 
ฮอลโลบอดี้ (Hollow-body)
ลักษณะกีต้าร์จะมีส่วนคล้ายกับกีต้าร์โปร่งคือมีลักษณะกลวงภายในและมีลำตัวที่หนา โดยมีรูระบายเสียง(sound hole)ที่มักจะอยู่ด้านข้าง ซึ่งมีทั้งแบบ F-hole , arch-top (เป็นชื่อที่ใช้เรียกช่องระบายเสียง)
ฮอลโลบอดี้(Hollow-body)จะให้โทนเสียงที่นุ่มนวล(warm tone) และเป็นธรรมชาต ซึ่งเสียงจะใกล้เคียงกับเสียงอะคุสติกกีต้าร์โปร่งเสมือนหนึ่งเอาpickupมาติดกับตัวกีต้าร์โปร่งนั่นเอง ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้โทนเสียงแบบอีเลคทริคปนด้วยอยู่ด้วย แต่จะมีข้อที่ต้องระวังในขณะเล่นกับตู้แอมป์กีต้าร์ตรงที่ต้องระวังอาการย้อนกลับของเสียงที่เรียกว่าฟีดแบ็ค(feed back)ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย หากเร่งความดังเสียงหน้าตู้แอมป์กีต้าร์มากจนเกินไป
สำหรับนักดนตรีแจ๊ส(Jazz)หรือบลูส์(Blues)จะนิยมใช้กีต้าร์ ฮอลโลบอดี้(Hollow-body) เป็นมาตราฐานเป็นหลักเพราะด้วยโทนของเสียงมีความเป็นธรรมชาติ ให้สำเนียงเสียงของเนื้อไม้ออกมาจริงๆบวกกับโทนเสียงที่เข้ากันได้อย่างดีกับดนตรีแนวJazz , Blues จึงไม่น่าแปลกใจที่กีต้าร์แบบฮอลโลบอดี้(Hollow-body)นี้จะเป็นตัวเลือกที่ต้องใช้สำหรับแนวดนตรีประเภทนี้
และแม้แต่ในปัจจุบันนักดนตรีร๊อค(rock)หลายๆคนก็นำ ฮอลโลบอดี้(Hollow-body) กลับมาใช้กับเพลงร๊อคด้วยเพราะจะช่วยให้ได้เสียงหอน(feed back)ที่ยาวกว่ากีต้าร์ตัวตัน(solid body)และยังให้โทนเสียงที่แปลกออกไปอีกด้วยโดยเฉพาะเมื่อใช้กับเสียงแตก อย่างเช่น วงrockในประเทศอังกฤษจะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
สำหรับแนวทางการเลือกซื้อกีต้าร์แบบฮอลโลบอดี้(hollow-body)นั้นก็ไม่ต่างจากการเลือกซื้อกีต้าร์แบบอื่นๆ โดยเบื้องต้นควรดูตั้งแต่เนื้อไม้ คอ ลักษณะช่องรูเสียง คุณภาพของอุปกรณ์ที่ติดมา และสิ่งสำคัญที่สุดคือลักษณะแนวเพลงที่คุณจะเล่นและความดังที่เล่นเป็นส่วนใหญ่ เช่น หากเล่นแบบปกติทั่วๆไปคือดังไม่มากเมื่อเทียบกับการเล่นเพลงร๊อคและต้องการเสียงที่เป็นธรรมชาติมากๆก็ควรเลือกแบบลำตัวหนา แต่ถ้าชอบเล่นดังมากๆก็ควรเลือกแบบลำตัวบาง(semi-hollow)เพราะจะช่วยให้เกิดเสียงหอน(feedback)น้อยลง และควบคุมการหอนของเสียงได้ง่ายขึ้น เล่นหน้าตู้แอมป์ได้ดังขึ้น
ดังนั้นลักษณะลำตัวของกีต้าร์ฮอลโลบอดี้(hollow-body)ที่ไม่หนามากสามารถเล่นได้ทั้งแบบjazz & rockซึ่งยังคงให้โทนเสียงแบบอะคุสติกได้แบบเดียวกับลำตัวหนา และเนื่องจากว่าลำตัวที่บางกว่าจึงมีผลต่อการย้อนกลับของเสียง(feed back)ที่น้อยกว่าลำตัวแบบหนาซึ่งมีผลทำให้สามารถเร่งเสียงให้ดังมากๆได้จึงมักเป็นทีนิยมใช้กัน
 
โครงสร้าง (The Anatomy)
กีต้าร์มีลักษณะโครงสร้างที่ทำจากไม้ซี่งได้แก่ ส่วนหัว (head) คอ (neck) ตัวกีต้าร์ (body) และส่วนอื่นที่ทำจากวัสดุที่ไม่ใช่ไม้ ได้แก่ ปิ๊กอัฟ (pick up) นัท (nut) เฟรท (frets) ลูกบิด (tunning) บริดจ์ (bridge/saddle) ฟิงเกอร์เพลท (fingerplate) และส่วนที่เป็นอีเลคโทรนิคส์ คือ วอลลุ่ม (volume) เอ๊าพุดซ๊อกเก๊ท (output socket) ปิ๊กอัฟซีเล็คเตอร์ (pick up selector) เหล่านี้เรียกว่าเป็นส่วนประกอบต่างๆที่จะนำมาประกอบติดกับตัวกีต้าร์ไฟฟ้า
ส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้มีผลต่อเสียงโดยตรงและสามารถรู้สึกถึงโทนเสียงที่ได้มาด้วย หากใช้อุปกรณ์เกรดดีมีคุณภาพ ก็จะได้เสียงที่แม่นยำ การสั่นครางของตัวโน๊ตที่ชัดเจน ความง่ายในขณะเล่นส่งผลต่อลูกเทคนิคต่างๆที่เล่นได้ง่ายและๆได้ยินชัดเจน และที่สำคัญคือการถ่ายทอดเสียงไปสู่ตู้แอมป์ก็จะมีคุณภาพที่ดีสูญเสียย่านความถี่ในระหว่างเดินทางน้อยลงอีกด้วย
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมกีต้าร์ราคาแพงจึงประกอบไปด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูงเป็นหลัก แต่ใช่ว่ากีต้าร์ที่ใช้อุปกรณ์ที่มีราคาต่ำกว่าลงมาจะไร้ซึ่งคุณภาพเสียงที่ดี บ่อยครั้งที่เรามักพบเจอ
กีต้าร์ราคาปานกลางให้โทนเสียงที่น่าฟัง
 
ส่วนหัว (Head)
เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ยึดจับสายกีต้าร์ ลูกบิด (tunning) และที่สำคัญคือเป็นส่วนที่มีผลต่อเสียงมากอีกด้วย เพราะแรงสั่นสะเทือน(sustain)และความก้องกังวาล(resonance)ของเสียงจะส่งผ่านมาถึงหัวด้วย ดังนั้นหากเราเอามือจับไว้ที่หัวแน่นๆเมื่อเล่นกีต้าร์โทนเสียงจะเปลี่ยนไปการสั่นกังวาลจะลดลงไปด้วย
ลักษณะโครงสร้างหัวกีต้าร์ไฟฟ้ามีอยู่ไม่กี่รูปแบบ ในแต่ละรูปแบบเกิดจากแนวคิดที่ต่างกันทั้งในเรื่องโทนเสียงและจุดยึดจับลูกบิดก็มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการออกแบบหัวกีต้าร์เป็นอย่างยิ่ง
 
ลักษณะการวางลูกบิด
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการวางตำแหน่งลูกบิด(tunning)ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ที่ส่วนหัวด้านละ 3 ตัวซึ่งเรียกว่า three on a side ซึ่งพบในกีต้าร์Gibson แต่ก็มีบางยี่ห้อวางตำแหน่งลูกบิด(tunning)ไว้ด้านเดียวกันทั้งหมดเช่นในกีต้าร์Fender ซึ่งเรียกว่า six in line ซึ่งการวางทั้งสองลักษณะนี้มีผลต่อการตั้งสายและโทนเสียงด้วย
ลักษณะการวางลูกบิดเกิดจากสองยี่ห้อใหญ่ๆที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นคือ Gibson & Fender ดังนั้นนอกเหนือจากนี้ก็เป็นความพยายามในการออกแบบลักษณะหัวแบบใหม่ๆซึ่งต่างก็พยายามออกแบบให้เกิดผลดีต่อเสียงและความมั่นคงในการยึดจับสายทั้งหกเส้นทั้งสิ้น
 
Three one a side
เป็นการวางตำแหน่งลูกบิดด้านล่ะ 3 ตัว โดยสายจะถูกทำมุมเล็กน้อยจากแนวสายที่ผ่านลงไปในตัวกีต้าร์ด้วยนัท(nut) ซึ่งมุมที่ถ่างสายออกไปนี้จะมีข้อเสียบ้างตรงที่หากมีการดันสายมากๆสายก็จะเกิดการเพี๊ยนได้ง่าย ซึ่งมักพบว่าการวางตำแหน่งลูกบิดในลักษณะนี้จะเป็นกีต้าร์โปร่งเป็นส่วนมากซึ่งมีการดันสายน้อยมาก และตำแหน่งลักษณะการวางนี้ก็มีมานานแล้ว สำหรับกีต้าร์Gibsonเองก็ยังคงใช้ลักษณะการวางสายแบบนี้อยู่จนปัจจุบันทั้งในกีต้าร์ไฟฟ้าและโปร่ง
เมื่อการวางลูกบิดในรูปแบบนี้มีจุดอ่อนเล็กน้อยตรงที่สายสามารถเกิดอาการเพี๊ยนได้ง่ายห่กมีการดันสายบ่อยๆหรือการทิ้งน้ำหนักการเล่นลงบนสายมากๆ จุดที่ควรระวังเรื่องเสียงก็คือพยายามควบคุมน้ำหนักการเล่น ศึกษาและเข้าใจธรรมชาติของน้ำหนักการเล่นของเราเองที่ส่งผลต่อความเร็วในการเกิดความเพี๊ยนของสาย จุดนี้ช่วยให้ดึงให้เรากับกีต้าร์ของเราเป็นส่วนเดียวกันในแง่ของความรู้สึกในขณะเล่น หากทำได้และฝึกฟังไปเรื่อยๆจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาเสียงเพี๊ยนที่เกิดขึ้นในขณะเล่นได้ดีไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการใช้หูช่วยฟังและดันสายชดเชยอาการเพี๊ยนที่เกิดขึ้น
 
Six in line
เป็นการวางแนวลูกบิดแบบเรียงอยู่ด้านเดียวอย่างที่พบเห็นในกีต้าร์Fenderเป็นมาตราฐาน ซึ่งการวางสายลักษณะนี้จะไม่มีการทำมุมเกิดขึ้นเมื่อผ่านนัท(nut) และยังจะมีอุปกรณ์เล็กๆที่ยึดสาย1และสาย2ไว้ที่เรียกว่า string guide เพื่อทำหน้าที่รักษาความตึง(tension)ของสายเส้นที่หนึ่งและสองซึ่งมีขนาดเล็กให้อยู่คงที่และไม่ทำให้สายเพี๊ยนง่ายเพราะสายเส้นที่1-2นี้จะถูกใช้งานในการโซโลบ่อยและมีการดันสายอยู่เสมอๆ
ดังนั้นการวางตำแหน่งลูกบิดลักษณะนี้จึงลดอาการเพี๊ยนของสายได้มากและสามารถแก้ปัญหาเรื่องการทูนระดับเสียงบ่อยๆหลังจากการเล่นโซโลไปแล้วลงไปได้มาก การลดอาการเพี๊ยนของสายไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดการเพี๊ยนเลย เพียงแต่ว่าความเร็วของการเพี๊ยนของสายกีต้าร์เกิดขึ้นได้ช้าลงนั่นเอง สรุปแล้วยังคงต้องฝึกฟังให้มากควบคู่ไปด้วย ฟังให้รู้ว่าสายเพี๊ยนไปแล้วหรือยัง อย่าเล่นหรือฝึกกีต้าร์ในขณะที่สายเพี๊ยนทั้งๆที่รู้ว่าเพี๊ยน ลักษณะนิสัยแบบนี้ถือเป็นมะเร็งร้ายที่ทำให้นักกีต้าร์หลายๆคนหูเสียโดยไม่รู้ตัว
 
ลูกบิด (Tunning)
ทำหน้าที่ยึดสายและปรับระดับความตึงของสายแต่ละเส้นซึ่งมีผลทำให้เสียงสูงขึ้นเมื่อสายตึงขึ้นและต่ำลงเมื่อสายหย่อนลง ลูกบิดที่ดีต้องให้ความมั่นคงในการยึดสายเอาไว้ไม่ให้คลายตัวง่ายในขณะเล่น และต้องให้ความสูงของตัวยึดสายที่เรียกว่า โพส(post) นั้นมีความพอดีกับระดับของสายเมื่อผ่านนัท(nut) เนื่องจากว่าความสูงต่ำของโพส(post)จะมีผลต่อความความเพี๊ยนของสายในขณะเล่นเป็นอย่างมาก ลูกบิดที่ดีต้องให้เกิดมุมกดลงของสายที่พอดีซึ่งจะทำให้เกิดความตึงที่ถูกต้องและต้องให้ความมั่นคงไม่คลายตัวง่ายๆ
ในกีต้าร์Fenderลักษณะของลูกบิดจะเรียงเป็นแนวยาว(six in line) ซึ่งการเรียงแบบนี้จะทำให้เกิดมุมกดเมื่อสายหักเหผ่านนัท(nut)มีไม่เท่ากันทุกสาย โดยเฉพาะสายที่สองและสามจะมีความสูงที่มากกว่าสายอื่นๆซึ่งไม่เป็นผลดีเพราะมีมุมกดที่น้อยเกิดไป ดังนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ตัวเหนี่ยวสายที่เรียกว่า สตริงไกด์(string guide) ทำหน้าที่กดระดับของสายลงมาให้ต่ำลงพอดีกับโพส(post)ของลูกบิดเพื่อให้เกิดมุมกดที่พอเหมาะซึ่งจะช่วยลดการเพี๊ยนของสายในขณะเล่นหรือใช้คันโยก
 
การใส่สายกีต้าร์
การใส่สายก็มีความสำคัญเช่นการ ในขณะใส่สายใหม่การเรียงตัวของสายควรให้สายเรียงตัวพอดีกับระยะความสูงของโพส(post)ของลูกบิด ไม่ควรให้สายเรียงล้นออกมาทับกันเองเพราะจะทำให้มุมและแรงยึดเสียไปและจะมีผลต่อความตึงและความเพี๊ยนที่จะตามมาในที่สุด
ปัญหาในการแก้ไขกีต้าร์ที่มักเกิดอาการสายเพี๊ยนนั้นเราสามารถตรวจสอบเองแบบง่ายได้ดังนี้คือ
1. การเรียงตัวของสายเมื่อยึดกับโพส(post)ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งการเรียงตัวของสายที่ดีคือสายไม่    ซ้อนทับกันต้องเรียงตัวอย่างสวยงามและไม่สูงล้นโพส(post)
2. สายเก่าเกินไปหรือยังเพราะสายเก่าจะให้ระดับเสียงที่ไม่คงที่และทูนปรับระดับเสียงยาก
3. ในขณะตั้งสายใหม่ควรดึงสายขึ้นลงเป็นระยะๆเพื่อให้สายมีการคลายตัวและสัมผัสกับร่องที่นัท(nut)ได้พอดีและเมื่อตั้งสายเสร็จและก็ควรจะดึงสายขึ้นและลงต่ออีกระยะหนึ่งแล้วตั้งใหม่ทำแบบนี้จนกว่าสายทุกเส้นจะมีระดับเสียงที่ถูกต้อง
4. ตรวจดูความหนืดของลูกบิดว่าหลวมไปหรือไม่ เนื่องจากลูกบิดที่หลวมจะทำให้สายคลายตัวได้ง่าย หากพบว่าหลวมให้ขันน๊อตที่ลูกบิดตรงที่มือจับจะมีน๊อตตัวเล็กๆอยู่เมื่อขันแล้วจะทำให้ลูกบิดแน่นขึ้น
 
นัท (The Nut)
นัท(nut)จะอยู่ที่ช่วงรอยต่อของหัวกีต้าร์(headstock)และเฟรทบอร์ด(fretboard) มีลักษณะเป็นแท่งยาวเล็กๆโดยบากร่องเอาไว้ 6 ร่องซึ่งในแต่ละร่องจะมีความกว้างพอดีกับความหนาของสายแต่ละเส้น วัสดุที่มักนำมาใช้ได้แก่ กระดูกสัตว์,กราไฟท์(graphite),ทองเหลือง(brass),กระดูกสังเคราะห์(synthetic bone)และพลาสติก(plastic)
ลักษณะชนิดของวัสดุเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อค่าการสั่นครางและความยาวของความถี่อย่างมาก โดยเฉพาะวัสดุประเภททองเหลือง หรือกราไฟท์ เหล่านี้จะให้การสั่นครางที่ยาวและส่งผลต่อย่านความถี่ในแต่ละย่านที่สั่นค้างได้นานขึ้นตามมาด้วย ทั้งนี้เนื่องมากจากโมเลกุลที่เรียงตัวอัดแน่นนั่นเองทำให้เสียงสามารถแพร่กระจายตัวได้มากขึ้น ต่างจากกระดูกสัตว์ที่มีโมเลกุลที่ไม่หนาแน่น มีรูพรุนภายในมากกว่า จึงทำให้การสั่นครางมีน้อยลงส่งผลให้การตอบสนองต่อย่านความถี่ ในบางย่านความถี่เดินทางได้ช้าลงมีผลต่อการสูญเสียย่านความถี่บางย่านไป แต่การสูญเสียที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าเสียหายแต่อย่างไร สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นบ่อเกิดของสำเนียงเสียงนั่นเอง
วัสดุต่างๆที่นำมาทำนัท(nut)จะมีผลต่อโทนเสียงและการสั่นกังวาลทำให้เสียงจางเร็วไปตามลักษณะของวัสดุที่นำมาใช้ สมัยหนึ่งนั้นทองเหลืองให้ความสั่นกังวาลมากและเคยนิยมอยู่พักนึงแต่ในปัจจุบันก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ กระดูก พลาสติก ก็เป็นวัสดุที่นิยมใช้งานกันแพร่หลาย ส่วน
กราไฟท์นั้นมีความลื่นไปหน่อย ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุอะไรก็ตามจุดนี้ขอให้คำนึงว่าล้วนสร้างสำเนียงเสียงเป็นหลักและมีผลต่อสำเนียงเสียงกีต้าร์ของเราเองโดยตรง การจะเลือกใช้วัสดุอะไรก็ตามหลายๆครั้งอาจจะดีสำหรับคนหนึ่งแต่สำหรับอีกคนอาจจะไม่ชอบลักษณะเสียงก็ได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นวัสดุไม่ดี เลือกวัสดุที่ให้โทนเสียงที่เราชอบนั่นคือตัวเราเองจงเลือกไปเลย
นัท(nut)ที่ดีนั้นต้องให้การยึดเกาะที่กระชับแน่นของสายที่อยู่ในแต่ละช่อง อาการหลวมหรือไม่กระชับจะส่งผลเสียโดยตรงต่อคุณภาพของการสั่นของเสียงทำให้ได้เสียงที่ไม่ดีพอและมีผลต่อการเล่นอีกด้วยและนัทที่ดีควรมีระยะความสูงในการยกสายให้พอเหมาะกับฟิงเกอร์บอร์ด(fingerboard)อีกด้วย ความสูงที่ดีมีผลต่อเสียงและการเล่นโดยตรง พยายามฝึกฝนหาความรู้ในการปรับแต่ง เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการสร้างสำเนียงเสียงกีต้าร์ของเราโดยตรง
กีต้าร์ไฟฟ้าเรามักจะพบอุปกรณ์ในการยึดสายตรงนัท(nut)ซึ่งสามารถล๊อคได้ที่เรียกว่า ล๊อคกิ้งนัท(locking nut) ทำหน้าที่จับยึดสายให้คงที่และแนบแน่นเพื่อผลของเสียง เช่น Kahler , Floyd Rose เป็นต้น
ผู้เขียนพบว่าการใช้ตัวล็อคแบบ Floyd Rose จะให้ความเพี๊ยนของสายน้อยมากในขณะเล่นหรือแม้ในขณะบันทึกเสียง เนื่องจากตัวมันเองถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความเร็วในการเพี๊ยนของสายในขณะโซโล ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการโซโลเป็นอย่างมาก การเลือกอุปกรณ์ส่วนนี้พบว่ามีผลต่อเสียงพอสมควร ดังนั้นจึงแนะนำให้พยายามเลือกอุปกรณ์นี้ที่มีคุณภาพเป็นอย่างน้อย ซึ่งอุปกรณ์ราคาถูกมักจะให้คุณภาพที่ไม่น่าใช้งานซักเท่าไหร่

ขอขอบคุณ....ความรู้ดีๆจาก.....คุณโยธิน ฤทธิพงศ์ชูสิทธิ์....http://www.totalsoundmag.com

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ